top of page

ลดน้ำหนักควรกินกี่แคลอรีต่อวัน? ต้องคำนวณอย่างไร

รูปภาพนักเขียน: avelystweightmetab
avelystweightmetab
21 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

เวลาจะเริ่มลดน้ำหนัก หลายคนมักเริ่มจากคำถามว่า “ควรกินวันละกี่แคล?”

คำตอบไม่ใช่ตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน เพราะคนสองคนที่มีน้ำหนักเท่ากัน อาจต้องการพลังงานต่อวันไม่เท่ากันได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ เพศ ส่วนสูง น้ำหนัก และกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน

ดังนั้น แทนที่จะเริ่มจากการกำหนดว่า “ต้องกิน 1,200 หรือ 1,500 kcal” วิธีที่เหมาะกว่าคือ ประมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวันก่อน แล้วจึงปรับพลังงานลงอย่างเหมาะสม

หลักการลดน้ำหนักเกี่ยวข้องกับแคลอรีอย่างไร?

ในภาพรวม น้ำหนักมีความสัมพันธ์กับสมดุลระหว่าง

พลังงานที่ได้รับจากอาหารและเครื่องดื่มกับพลังงานที่ร่างกายใช้

เมื่อต้องการลดน้ำหนัก โดยทั่วไปจำเป็นต้องทำให้พลังงานที่ได้รับต่ำกว่าพลังงานที่ใช้ หรือที่เรียกว่า Calorie Deficit หรือ Energy Deficit

NIDDK ระบุว่าการลดพลังงานจากอาหารและเครื่องดื่ม ร่วมกับการมีกิจกรรมทางกาย เป็นส่วนสำคัญของการจัดการน้ำหนัก

แต่ไม่ได้หมายความว่า ยิ่งกินน้อย น้ำหนักยิ่งลดดี

การลดพลังงานมากเกินไปอาจทำให้วางแผนอาหารให้ได้รับสารอาหารเพียงพอได้ยากขึ้น และอาจไม่เหมาะกับสุขภาพหรือการใช้ชีวิตของแต่ละคน



ลดน้ำหนักควรกินกี่แคลอรีต่อวัน?

ไม่มีตัวเลขที่ใช้ได้กับทุกคน

ตัวอย่างเช่น คนหนึ่งอาจรักษาน้ำหนักได้ที่ประมาณ 1,900 kcal/วัน ขณะที่อีกคนอาจต้องใช้ 2,500 kcal/วัน หรือมากกว่านั้น เนื่องจากร่างกายและกิจกรรมในชีวิตประจำวันแตกต่างกัน

ดังนั้น หากต้องการรู้ว่า ลดน้ำหนักควรกินกี่แคลอรีต่อวัน สามารถเริ่มประมาณได้จาก 3 ขั้นตอน

BMR → TDEE → Calorie Deficit

มาดูทีละขั้นกัน

ขั้นตอนที่ 1: คำนวณ BMR

BMR (Basal Metabolic Rate) คือพลังงานโดยประมาณที่ร่างกายต้องใช้สำหรับการทำงานพื้นฐานขณะพัก เช่น การหายใจ การไหลเวียนเลือด และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ

สูตรหนึ่งที่นิยมใช้ประมาณ BMR ในผู้ใหญ่คือ Mifflin–St Jeor equation

ผู้ชาย

BMR = (10 × น้ำหนัก kg) + (6.25 × ส่วนสูง cm) − (5 × อายุ) + 5

ผู้หญิง

BMR = (10 × น้ำหนัก kg) + (6.25 × ส่วนสูง cm) − (5 × อายุ) − 161

ตัวอย่าง:

ผู้หญิงอายุ 35 ปีน้ำหนัก 70 kgส่วนสูง 165 cm

BMR โดยประมาณคือ

(10 × 70) + (6.25 × 165) − (5 × 35) − 161

= ประมาณ 1,395 kcal/วัน

แต่ตัวเลขนี้ ยังไม่ใช่แคลอรีที่ควรกินเพื่อลดน้ำหนัก เพราะ BMR ยังไม่ได้รวมพลังงานที่ใช้จากการเดิน ทำงาน ออกกำลังกาย และกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน

ขั้นตอนที่ 2: ประมาณ TDEE

TDEE (Total Daily Energy Expenditure) คือพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายใช้ในหนึ่งวัน

แบบง่ายสามารถประมาณจาก

TDEE ≈ BMR × Activity Factor

ตัวอย่าง Activity Factor ที่มักใช้ในการประมาณ ได้แก่

ระดับกิจกรรม

ตัวคูณโดยประมาณ

นั่งเป็นส่วนใหญ่ / กิจกรรมน้อย

1.2

ออกกำลังกายเบา ๆ 1–3 วัน/สัปดาห์

1.375

ออกกำลังกายปานกลาง 3–5 วัน/สัปดาห์

1.55

ออกกำลังกายค่อนข้างหนัก 6–7 วัน/สัปดาห์

1.725

สมมติจากตัวอย่างเดิม BMR ≈ 1,395 kcal และมีกิจกรรมค่อนข้างน้อย

TDEE ≈ 1,395 × 1.2

= ประมาณ 1,674 kcal/วัน

หมายความว่า หากข้อมูลและระดับกิจกรรมที่ประเมินใกล้เคียงความเป็นจริง ตัวเลขนี้อาจใช้เป็น จุดเริ่มต้นในการประมาณพลังงานที่ใช้ต่อวัน ไม่ใช่ค่าที่แม่นยำ 100%

เครื่องมือ NIH Body Weight Planner เองก็ใช้ข้อมูลอย่างน้ำหนัก เพศ อายุ ส่วนสูง และระดับกิจกรรม เพื่อช่วยสร้างแผนพลังงานเฉพาะบุคคล

ขั้นตอนที่ 3: สร้าง Calorie Deficit อย่างเหมาะสม

เมื่อประมาณ TDEE ได้แล้ว จึงค่อยพิจารณาลดพลังงานจากระดับที่ใช้รักษาน้ำหนัก

แนวทางทางคลินิกบางแหล่งใช้การขาดดุลพลังงานประมาณ 500–750 kcal/วัน เป็นหนึ่งในแนวทางสำหรับผู้ใหญ่บางกลุ่มที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน แต่แผนควรปรับตามแต่ละบุคคล ไม่ใช่นำตัวเลขนี้ไปหักจาก TDEE ของทุกคนโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างเช่น หาก TDEE ประมาณ

2,200 kcal/วัน

และวางแผนให้พลังงานลดลงประมาณ

500 kcal/วัน

จะได้

2,200 − 500 = 1,700 kcal/วัน

ดังนั้น 1,700 kcal อาจเป็น จุดเริ่มต้น สำหรับบุคคลในตัวอย่าง ไม่ใช่คำแนะนำที่ใช้ได้กับทุกคน

โดยเฉพาะคนที่มี TDEE ไม่สูงมาก การหัก 500–750 kcal ทันทีอาจทำให้พลังงานที่เหลือต่ำเกินไป

ทำไมไม่ควรใช้สูตร “ลด 500 kcal = ลดได้เท่านี้แน่นอน”

ร่างกายไม่ได้ตอบสนองต่อการลดแคลอรีแบบเส้นตรงตลอดเวลา

เมื่อเวลาผ่านไปและน้ำหนักเปลี่ยน ความต้องการพลังงานและการใช้พลังงานของร่างกายก็สามารถเปลี่ยนตามไปด้วย

NIDDK อธิบายว่ากฎแบบเดิมที่คำนวณน้ำหนักจากจำนวนแคลอรีที่ขาดแบบตายตัว อาจประเมินการลดน้ำหนักสูงเกินจริง เพราะร่างกายมีการปรับตัวเมื่อพลังงานและน้ำหนักเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น การคำนวณ TDEE และ Calorie Deficit ควรใช้เป็น จุดเริ่มต้นในการวางแผน มากกว่าคำทำนายว่าน้ำหนักจะลดเท่าไรในวันที่กำหนด

กินน้อยกว่า BMR ได้ไหม?

ประเด็นนี้มักถูกทำให้เข้าใจง่ายเกินไป

BMR ไม่ใช่ “เส้นขั้นต่ำ” ที่หมายความว่าห้ามกินต่ำกว่าตัวเลขนี้เด็ดขาด แต่ก็ไม่ควรนำ BMR มาหักแคลอรีต่อโดยไม่พิจารณา TDEE และความต้องการสารอาหารโดยรวม

สิ่งสำคัญกว่าคือดูว่าแผนพลังงานนั้น

  • ให้สารอาหารเพียงพอหรือไม่

  • มีโปรตีนและอาหารหลากหลายเพียงพอหรือไม่

  • เหมาะกับสุขภาพและกิจกรรมหรือไม่

  • สามารถทำต่อเนื่องได้หรือไม่

การจำกัดพลังงานมากเกินไปโดยไม่มีการดูแล อาจไม่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยาบางชนิด หรือมีความต้องการทางโภชนาการเฉพาะ

ไม่จำเป็นต้องนับแคลอรีทุกคำเพื่อให้น้ำหนักลด

แม้แคลอรีจะมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงน้ำหนัก แต่การจัดการน้ำหนักไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องชั่งอาหารหรือบันทึกแคลอรีทุกมื้อ สิ่งที่สามารถช่วยจัดการพลังงานได้ เช่น เลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เน้นผัก ผลไม้ทั้งผล ธัญพืชไม่ขัดสี และแหล่งโปรตีนที่หลากหลาย รวมถึงสังเกตปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่ให้พลังงาน

สำหรับบางคน การบันทึกอาหารช่วงสั้น ๆ อาจช่วยให้เห็นรูปแบบการกินของตัวเองชัดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำตลอดไป


คำนวณแล้ว ทำไมน้ำหนักจริงอาจไม่ตรงกับสูตร?

เพราะ TDEE ที่คำนวณจากสูตรเป็นเพียง ค่าประมาณ

กิจกรรมในชีวิตจริงอาจเปลี่ยนทุกวัน และเมื่อเวลาผ่านไป น้ำหนักตัว การกิน และการใช้พลังงานก็อาจเปลี่ยนตาม

นอกจากนี้ น้ำหนักที่เห็นในแต่ละวันไม่ได้สะท้อนไขมันอย่างเดียว ยังได้รับผลจากน้ำในร่างกาย อาหารในระบบทางเดินอาหาร และปัจจัยอื่น ๆ

จึงไม่ควรปรับแคลอรีจากการเปลี่ยนแปลงระยะสั้นเพียงวันสองวัน

วิธีเริ่มต้นแบบง่าย ๆ

หากต้องการนำไปใช้จริง สามารถคิดเป็นลำดับว่า

1. คำนวณ BMRเพื่อประมาณพลังงานพื้นฐานของร่างกาย

2. ประมาณ TDEEโดยนำระดับกิจกรรมเข้ามาคำนวณด้วย

3. วางแผน Calorie Deficitลดพลังงานจากระดับรักษาน้ำหนักอย่างเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องลดมากที่สุด

4. ดูคุณภาพอาหารด้วยอย่ามองเฉพาะตัวเลข kcal แต่ควรให้ความสำคัญกับโปรตีน ผัก ผลไม้ ธัญพืช และอาหารที่ให้สารอาหารหลากหลาย

5. ติดตามแล้วค่อยปรับสูตรเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากผลจริงแตกต่างจากที่ประมาณ ควรพิจารณาทั้งอาหาร กิจกรรม และความเหมาะสมของเป้าหมายก่อนปรับแผน

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

ลดน้ำหนักต้องกิน 1,200 kcal ต่อวันไหม?

ไม่จำเป็น ความต้องการพลังงานแตกต่างกันในแต่ละคน จึงไม่ควรใช้ 1,200 kcal เป็นเป้าหมายมาตรฐานสำหรับทุกคน NIDDK เองระบุว่าความต้องการพลังงานขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น น้ำหนัก เพศ อายุ การเผาผลาญ และกิจกรรม NIDDK

TDEE แม่นแค่ไหน?

TDEE ที่ได้จากสูตรเป็นค่าประมาณ ไม่ใช่ค่าที่วัดได้อย่างแม่นยำสำหรับทุกคน จึงควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นแล้วติดตามผลจริง

ยิ่งลดแคลอรีเยอะ ยิ่งลดเร็วดีไหม?

ไม่ควรสรุปเช่นนั้น การลดพลังงานมากเกินไปอาจทำให้วางแผนอาหารที่เพียงพอและทำต่อเนื่องได้ยาก เป้าหมายควรคำนึงถึงทั้งพลังงาน สารอาหาร สุขภาพ และความยั่งยืน

ต้องออกกำลังกายด้วยไหม?

การลดพลังงานจากอาหารมีบทบาทต่อการลดน้ำหนัก ขณะที่กิจกรรมทางกายช่วยเพิ่มการใช้พลังงานและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมถึงมีบทบาทในการรักษาน้ำหนักในระยะยาว

สรุป: ลดน้ำหนักควรกินกี่แคลอรีต่อวัน?

คำตอบไม่ได้เริ่มจากการเลือกตัวเลขอย่าง 1,200, 1,500 หรือ 1,800 kcal แต่ควรเริ่มจากการประมาณว่า ร่างกายของเราใช้พลังงานวันละเท่าไร

หลักการแบบง่ายคือ

คำนวณ BMR → ประมาณ TDEE → สร้าง Calorie Deficit ที่เหมาะสม

และอย่าลืมว่า TDEE เป็นเพียงค่าประมาณ ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว การลดน้ำหนักที่เหมาะสมจึงควรดูทั้งปริมาณพลังงาน คุณภาพอาหาร กิจกรรม และผลที่เกิดขึ้นจริงกับแต่ละคน

หากมีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ใช้ยาที่มีผลต่อน้ำหนัก หรือจำเป็นต้องจำกัดพลังงานค่อนข้างมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อกำหนดเป้าหมายให้เหมาะสมกับสุขภาพของตนเอง Avelyst - Weight & Metabolic

Vibhavadi Rangsit 32  0843569084  Line OA : @avelyst (มี@) หรือ https://lin.ee/ZhZpKEh

ความคิดเห็น


bottom of page