ลดน้ำหนักควรกินวันละกี่แคลอรี? วิธีคำนวณจาก TDEE

ถ้ากำลังลดน้ำหนัก คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ “ควรกินวันละกี่แคลอรี?”
คำตอบคือ ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะความต้องการพลังงานขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ทั้งอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง เพศ และกิจกรรมในแต่ละวัน
ดังนั้น แทนที่จะเริ่มจากการกำหนดว่า “ต้องกิน 1,200 หรือ 1,500 kcal ต่อวัน” วิธีที่สมเหตุสมผลกว่าคือเริ่มจากการประมาณ TDEE ของตัวเอง แล้วค่อยลดพลังงานลงจากระดับที่ร่างกายใช้จริง
NIDDK ระบุว่าความต้องการพลังงานแตกต่างกันตามอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง การเผาผลาญ เพศ และระดับกิจกรรม และมีเครื่องมือ Body Weight Planner สำหรับวางแผนพลังงานแบบรายบุคคล
TDEE คืออะไร และเกี่ยวอะไรกับการลดน้ำหนัก?
TDEE ย่อมาจาก Total Daily Energy Expenditure หรือพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายใช้ในหนึ่งวัน
พลังงานส่วนนี้ไม่ได้มาจากการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่รวมทั้งพลังงานที่ใช้เพื่อให้ร่างกายทำงานขณะพัก การเดิน การทำงาน กิจกรรมในชีวิตประจำวัน การออกกำลังกาย และพลังงานที่ใช้ในการย่อยอาหาร
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าร่างกายของคุณใช้พลังงานประมาณ 2,000 kcal ต่อวัน และคุณกินเฉลี่ยใกล้เคียง 2,000 kcal ต่อวัน น้ำหนักโดยทั่วไปมีแนวโน้มค่อนข้างคงที่
แต่ถ้ารับพลังงานต่ำกว่าที่ใช้ต่อเนื่อง ร่างกายจะอยู่ในภาวะ calorie deficit หรือพลังงานขาดดุล ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม น้ำหนักไม่ได้เปลี่ยนตามสูตรแบบตรงไปตรงมาตลอดเวลา เพราะเมื่อร่างกายมีน้ำหนักลดลง การใช้พลังงานและการตอบสนองของร่างกายก็เปลี่ยนตามไปด้วย โมเดลของ NIDDK จึงใช้การคำนวณแบบ dynamic แทนการใช้กฎ 3,500 kcal แบบตายตัว
ลดน้ำหนักควรกินวันละกี่แคลอรี?
วิธีคิดที่ใช้งานได้ง่ายคือ
แคลอรีสำหรับลดน้ำหนัก = TDEE − calorie deficit
ตัวอย่าง หาก TDEE ของคุณอยู่ที่ประมาณ 2,100 kcal/วัน
ถ้าลดพลังงานลงประมาณ 500 kcal เป้าหมายจะอยู่ที่ประมาณ
2,100 − 500 = 1,600 kcal/วัน
แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มี TDEE 2,100 ต้องกิน 1,600 kcal เท่ากัน
American Association of Clinical Endocrinology ระบุว่า ในการลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากใช้การลดพลังงานจากเดิมประมาณ 500–750 kcal ต่อวัน แต่ปริมาณพลังงานที่เหมาะสมควรพิจารณาร่วมกับส่วนสูง น้ำหนัก ระดับกิจกรรม และปัจจัยสุขภาพของแต่ละคน
ดังนั้น จุดสำคัญไม่ใช่ “ยิ่งกินน้อยยิ่งดี” แต่คือการสร้างพลังงานขาดดุลในระดับที่สามารถทำต่อเนื่องได้ และยังได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

วิธีคำนวณ TDEE แบบง่าย ๆ
การประมาณ TDEE ที่พบได้บ่อยมี 2 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1: คำนวณพลังงานขณะพัก
หนึ่งในสูตรที่ใช้กันแพร่หลายคือ Mifflin–St Jeor equation ซึ่งพัฒนาจากข้อมูลผู้ใหญ่สุขภาพดีและใช้ตัวแปรหลัก ได้แก่ น้ำหนัก ส่วนสูง อายุ และเพศ
สำหรับผู้ชาย:
BMR ≈ (10 × น้ำหนักเป็นกก.) + (6.25 × ส่วนสูงเป็นซม.) − (5 × อายุ) + 5
สำหรับผู้หญิง:
BMR ≈ (10 × น้ำหนักเป็นกก.) + (6.25 × ส่วนสูงเป็นซม.) − (5 × อายุ) − 161
แม้สูตรจะนิยมเรียกผลลัพธ์ว่า BMR ในเครื่องคำนวณออนไลน์หลายแห่ง แต่ในทางปฏิบัติสูตรนี้ใช้เพื่อประมาณ resting energy expenditure และยังเป็นเพียงค่าประมาณ ไม่ใช่การวัดการเผาผลาญจริงโดยตรง
ขั้นตอนที่ 2: นำไปคูณระดับกิจกรรม
วิธีคำนวณ TDEE แบบง่ายที่นิยมใช้คือ
TDEE ≈ BMR × Activity Factor
ตัวคูณที่พบได้ทั่วไป เช่น
ระดับกิจกรรม | ตัวคูณโดยประมาณ |
นั่งเป็นส่วนใหญ่ / ออกกำลังกายน้อย | 1.2 |
กิจกรรมเบา 1–3 วัน/สัปดาห์ | 1.375 |
กิจกรรมปานกลาง 3–5 วัน/สัปดาห์ | 1.55 |
กิจกรรมค่อนข้างมาก 6–7 วัน/สัปดาห์ | 1.725 |
ใช้แรงมากหรือฝึกหนักมาก | 1.9 |
หน่วยงานสาธารณสุขของไทยก็มีเครื่องคำนวณพลังงานโดยใช้ Mifflin-St Jeor และนำระดับกิจกรรมมาประกอบการประมาณพลังงานที่ต้องการทั้งวัน
ตัวคูณกิจกรรมเหล่านี้ควรมองเป็น ค่าประมาณ เพราะคนสองคนที่ “ออกกำลังกาย 3 วันต่อสัปดาห์” อาจมีจำนวนก้าว งานประจำ และกิจกรรมระหว่างวันต่างกันมาก
ตัวอย่างคำนวณ TDEE และแคลอรีสำหรับลดน้ำหนัก
สมมติผู้หญิงอายุ 35 ปี
น้ำหนัก 70 กก.ส่วนสูง 165 ซม.มีกิจกรรมระดับปานกลาง
คำนวณพลังงานขณะพัก:
BMR = (10 × 70) + (6.25 × 165) − (5 × 35) − 161
ได้ประมาณ
1,395 kcal/วัน
จากนั้นประมาณ TDEE:
1,395 × 1.55 ≈ 2,163 kcal/วัน
ดังนั้นพลังงานสำหรับรักษาน้ำหนักอาจอยู่ใกล้เคียง 2,160 kcal/วัน
หากเริ่มสร้าง calorie deficit ประมาณ 500 kcal:
2,160 − 500 ≈ 1,660 kcal/วัน
จึงอาจใช้ประมาณ 1,650–1,700 kcal/วัน เป็นจุดเริ่มต้น แล้วติดตามผลจริงก่อนปรับอีกครั้ง
สิ่งสำคัญคือ ตัวเลขจากสูตรไม่ได้บอกว่าร่างกายของคนนี้ “เผาผลาญ 2,163 kcal จริงทุกวัน” แต่เป็นค่าประมาณเพื่อใช้วางแผนเท่านั้น
ทำไม TDEE ที่คำนวณได้อาจไม่ตรงกับชีวิตจริง?
TDEE เปลี่ยนได้ตามกิจกรรมในแต่ละวัน
คนที่ทำงานนั่งโต๊ะอาจออกกำลังกาย 4 ครั้งต่อสัปดาห์เหมือนกัน แต่คนหนึ่งเดินวันละหลายพันก้าว ขณะที่อีกคนนั่งเกือบตลอดวัน การใช้พลังงานรวมจึงอาจต่างกัน
นอกจากนี้ เมื่อมีน้ำหนักลดลง ร่างกายที่มีขนาดเล็กลงมักใช้พลังงานน้อยลง และการตอบสนองต่อ calorie deficit ก็เปลี่ยนไป ทำให้อัตราการลดน้ำหนักช้าลงได้ตามเวลา
ดังนั้นอย่ายึด TDEE ที่คำนวณครั้งแรกไปตลอดหลายเดือน
ควรปรับแคลอรีอย่างไรเมื่อเริ่มลดน้ำหนัก?
ให้ใช้ TDEE เป็นจุดเริ่มต้น แล้วดูแนวโน้มจริงประมาณหลายสัปดาห์แทนการตัดสินจากน้ำหนักเพียงวันหรือสองวัน
น้ำหนักสามารถเปลี่ยนชั่วคราวจากน้ำในร่างกาย ปริมาณอาหาร เกลือ คาร์โบไฮเดรต รอบเดือน และการขับถ่ายได้
CDC ระบุว่าการลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไปประมาณ 1–2 ปอนด์ หรือประมาณ 0.45–0.9 กก. ต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มรักษาผลลัพธ์ไว้ได้ดีกว่าการลดเร็วกว่า แต่ความเร็วที่เหมาะสมยังแตกต่างกันในแต่ละคน
หากกินตามเป้าหมายแล้วแนวโน้มน้ำหนักไม่เปลี่ยนเลยเป็นเวลาหลายสัปดาห์ อาจต้องกลับมาดูทั้งปริมาณอาหาร ระดับกิจกรรม และความแม่นยำของ TDEE ที่ประมาณไว้ ไม่จำเป็นต้องรีบลดแคลอรีลงมากในทันที

กินต่ำกว่า BMR ได้ไหม?
ไม่ควรใช้แนวคิดว่า “ต้องกินต่ำกว่า BMR ถึงจะผอม”
BMR เป็นพลังงานที่ร่างกายใช้ขณะพัก ขณะที่ TDEE รวมพลังงานทั้งหมดที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการวางแผนลดน้ำหนักควรดูจาก TDEE มากกว่าการพยายามกินต่ำกว่า BMR
เป้าหมายคือสร้างพลังงานขาดดุลจากพลังงานที่ใช้ทั้งหมด ไม่ใช่พยายามกดอาหารลงให้ต่ำที่สุด
หากคำนวณแล้วได้เป้าหมายพลังงานต่ำมาก หรือจำเป็นต้องจำกัดอาหารมากจนหิว อ่อนเพลีย หรือจัดอาหารให้ครบสารอาหารได้ยาก ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนลดต่อ
NIDDK ระบุในโปรแกรม Diabetes Prevention Program ว่าการกินต่ำกว่า 1,200 kcal ต่อวันไม่แนะนำในบริบทของโปรแกรมดังกล่าว และแผนพลังงานควรปรับตามแต่ละบุคคล
แคลอรีสำคัญ แต่คุณภาพอาหารก็สำคัญ
แม้ calorie deficit จะเป็นหัวใจของการลดน้ำหนัก แต่การกิน 1,600 kcal จากอาหารที่อิ่มนานและมีสารอาหารครบ แตกต่างจากการกินพลังงานเท่ากันจากอาหารที่ให้สารอาหารน้อย
NIDDK แนะนำรูปแบบอาหารที่มีผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี แหล่งโปรตีน และอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นพื้นฐาน พร้อมลดพลังงานรวมเมื่อมีเป้าหมายลดน้ำหนัก
ในชีวิตจริงจึงควรให้ความสำคัญกับอาหารที่ช่วยให้อิ่มและทำตามได้ต่อเนื่อง เช่น โปรตีน ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และไขมันที่เหมาะสม มากกว่าการสนใจตัวเลขแคลอรีเพียงอย่างเดียว
FAQ
ต้องกินต่ำกว่า TDEE เท่าไรถึงจะลดน้ำหนัก?
ไม่มีตัวเลขเดียวสำหรับทุกคน แนวทางบางแห่งใช้การลดประมาณ 500–750 kcal ต่อวัน แต่ควรปรับตาม TDEE ขนาดร่างกาย สุขภาพ และความสามารถในการทำต่อเนื่อง
TDEE Calculator เชื่อได้ 100% ไหม?
ไม่ได้ TDEE Calculator เป็นการประมาณจากสูตรและระดับกิจกรรม ควรใช้เป็นจุดเริ่มต้น แล้วดูแนวโน้มจริงของร่างกายและปรับตามความเหมาะสม
ถ้ากินตาม TDEE แล้วน้ำหนักยังลด แปลว่าคำนวณผิดไหม?
เป็นไปได้ว่า TDEE จริงของคุณสูงกว่าที่ประมาณไว้ หรือปริมาณพลังงานที่กินจริงต่ำกว่าที่ประเมิน รวมถึงน้ำหนักอาจเปลี่ยนจากน้ำในร่างกายด้วย จึงควรดูแนวโน้มหลายสัปดาห์
ต้องนับแคลอรีทุกวันไหม?
ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน การนับแคลอรีเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง บางคนอาจใช้การควบคุมสัดส่วนอาหาร วางโครงสร้างมื้อ หรือใช้รูปแบบอาหารที่สม่ำเสมอแทนได้
สรุป
ถ้าถามว่า ลดน้ำหนักควรกินวันละกี่แคลอรี คำตอบที่เหมาะสมที่สุดคือ ต้องเริ่มจากความต้องการพลังงานของแต่ละคน
คำนวณ TDEE เพื่อประมาณพลังงานที่ใช้ต่อวัน แล้วสร้าง calorie deficit ในระดับที่เหมาะสม แทนการเลือกเลข 1,200, 1,500 หรือ 1,800 kcal ตามคนอื่น
และควรจำไว้ว่า TDEE เป็นเพียงค่าประมาณ เมื่อกิจกรรม น้ำหนัก หรือพฤติกรรมเปลี่ยน เป้าหมายพลังงานก็อาจต้องปรับตาม
การลดน้ำหนักที่ทำต่อเนื่องได้ ได้รับสารอาหารเพียงพอ และเข้ากับชีวิตจริง มักมีความสำคัญกว่าการพยายามทำให้ตัวเลขแคลอรีต่ำที่สุด Avelyst - Weight & Metabolic
Vibhavadi Rangsit 32 0843569084 Line OA : @avelyst (มี@) หรือ https://lin.ee/ZhZpKEh





ความคิดเห็น